' ')/ โอ๊ส!!
หาเรื่องอัพบลอคแบบง่ายๆด้วยฟิคแปลครึ่งซีกเพราะยังแปลไม่จบ แปลเล่นๆไว้นานแล้ว....นาน....นานมาก เลยเอามาแปะในบลอคดีกว่า ยังไม่กล้าเอาไปแปะที่อื่นเพราะท่อนหลังรู้สึกจะเรตไปนิดกลัวไม่ผ่านกบว.....
ที่มา:
ชอบภาษาของต้นฉบับนะ ดูนุ่มนวลดี
ขอแบ่งเป็นสามสี่ท่อนละกันเดี๋ยวยาวเกิน
[Sei x Youko]
ปล. สำนวนแปลแอบเสี่ยว ทำใจกันซักนิดนะทุกท่าน
ปล.2 ตอนนี้ยังไม่เรตน่อ
---------------------------------------------------------------------------------------
แค่นั้นเองเหรอ? เธออุตส่าห์สละวันหยุดกับนัดหมายอันมีค่าเพื่อขึ้นรถด่วนเป็นชั่วโมงๆมาที่ลิเลียนเพื่อที่จะมาพูดแค่นี้เองเหรอ? ฉันนึกภาพออกเลยว่าซาจิโกะจะทำหน้ายังไงถ้ารู้ว่าเธอโดนบอกปัดคำชวนทานมื้อค่ำเพราะเรื่องแค่นี้
เรื่องของเรื่องก็คือ โยโกะกำลังยืนอยู่ตรงนี้ มิซึโนะ โยโกะ อดีตโรซ่าคิเนนซิส ผู้หญิงที่แทบจะเรียกได้ว่าเป็นผู้ที่จัดการงานของคณะกรรมการนักเรียนทั้งหมดด้วยตัวคนเดียว แน่นอนว่าเอริโกะกับฉันก็มีส่วนร่วมด้วย แต่คงไม่ต้องสงสัยว่าใครคือผู้มีบทบาทที่แท้จริง ก็ต้องเป็นแม่คนสุขุมเยือกเย็น สาวเพอร์เฟคที่กลายเป็นนักศึกษาโรงเรียนกฎหมายชื่อดังคนนี้...มิสลิเลียน
ชื่อนี้แหละเหมาะกับเธอที่สุด
ฉันก้มลงมองถ้วยชาของตัวเองพลางคิดเรื่อยเปื่อย แล้วเธอมาที่นี่ทำไมกันเนี่ย? ราวกับว่าอ่านความคิดของฉันได้ โยโกะละสายตาที่มองไปทางหน้าต่างแล้วปรายตากลับมาที่ฉันด้วยแววตาและความคิดที่เฉียบคมอย่างเคยเช่นเดียวกับเสื้อผ้าของเธอ ฉันต้องยอมรับว่าไม่ได้สนิทกับโยโกะถึงขั้นที่จะรู้รสนิยมการแต่งตัว ที่เคยเห็นก็มีแต่ชุดเครื่องแบบของลิเลียนที่ดูจืดชืดกับชุดกระโปรงออกงานที่ใส่เป็นครั้งคราวเท่านั้น
ฉันส่งยิ้มกลับไปยังสายตาที่จดจ้องคู่นั้น
เสื้อนอกสีเทากับกระโปรงคล้ายชุดทำงานทำให้เธอดูสมกันดีอย่างบอกไม่ถูกกับอาชีพในอนาคต เสื้อนอกที่ไม่ได้กลัดกระดุมไว้เปิดให้เห็นเสื้อสีขาวจับจีบเรียบสอดในกระโปรงอยู่ข้างใน นั่นล่ะโยโกะ ต้องเรียบร้อยสมบูรณ์แบบไปทุกด้าน แม้แต่ผมก็ยังไว้ทรงสั้นตัดปลายเสมอติ่งหูเหมือนเดิม
หนำซ้ำ...ยังแต่งหน้าด้วย ดูเหมาะกันจริงๆ
คงไม่ยากเกินไปที่จะนึกภาพตอนเธอเป็นทนายความในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ภาพลักษณ์ของเธอต่างจากกางเกงยีนส์กับเชิ้ตยับๆของฉันราวฟ้ากับดิน
...ดูภูมิฐานและเข้มงวดแต่ยังคงความอ่อนโยนตามสไตล์พี่สาวเอาไว้ ไม่เปลี่ยนไปเลยซักนิดเดียว
ฉันนั่งเท้าคางบนโต๊ะไม้พลางมองดูโยโกะพร้อมกับยอมรับกับตัวเองในใจว่ารู้สึกเพลินดีเหมือนกัน นักเรียนคนอื่นๆกลับหอพักกันไปนานแล้วเหลือแต่เราสองคนครอบครองห้องคอมมอนสลัวๆ เราทั้งคู่จมอยู่ในความเงียบอยู่พักใหญ่ ต่างคนต่างไม่ยอมเอ่ยปากอะไรออกมานั่นก็เพราะไม่มีเหตุผลอันใดที่จะต้องทำลายความเงียบนี้ เพียงแต่คราวนี้ฉันเป็นฝ่ายดื้อดึงไม่ยอมพูดอะไรซึ่งแน่นอนว่าเธอสังเกตเห็นท่าทีนั้น
อะไรกัน เดี๋ยวนี้มาหาก็ไม่ได้แล้วเหรอ เธอยังคงยิงคำถามตรงไปตรงมาเหมือนเดิม
ถ้าเป็นเอริโกะ ชิมาโกะ หรือแม้แต่ยูมิฉันก็คงตอบกลับด้วยคำพูดที่ต่างออกไป แต่นี่คือโยโกะ เธอก็ไม่ได้ถ่อมาถึงที่นี่เพื่อชมผมทรงใหม่ของฉันนี่ ฉันตอบพลางยกชาขึ้นจิบโดยไม่ยอมละสายตาไปจากเธอ สีหน้าของโยโกะดูหม่นหมองลงทันที วินาทีนั้นเองที่ฉันหวั่นว่าตัวเองเป็นฝ่ายเข้าใจผิดและโยโกะก็ดั้นด้นมาถึงนี่เพื่อจะดูทรงผมใหม่ของฉันจริงๆ แต่ก่อนจะทันได้ละถ้วยชาจากริมฝีปาก โยโกะก็กลับเป็นโยโกะคนเดิมอีกครั้ง
ไม่ใช่แน่นอนล่ะ
เจ้าหลักการตลอดเลยนะ ที่บ้านมีปัญหาอะไรรึไง ฉันจงใจพูดห้วนๆ
ไม่ใช่หรอก ทุกคนยังสบายดี เธอจิบชาซึ่งคลายความร้อนลงแล้ว พวกเราชงชาดื่มกันเองเหมือนสมัยที่ยังเป็น bouton การมี petite seour ทำให้อะไรหลายๆอย่างเปลี่ยนไป
ความเงียบกลืนกินไปทั้งห้องอีกครั้งขณะที่โยโกะจัดการกับชาในถ้วย เธอยกถ้วยชากระเบื้องเคลือบแตะริบฝีปากสีชมพูระเรื่อของเธอเพียงชั่วครู่ก่อนที่จะเอียงถ้วยชาขึ้นจิบ ฉันเพิ่งสังเกตเห็นลิปสติกที่ริมฝีปากของเธอก็ตอนที่เธอดื่มชาเสร็จ สีชมพูนวลของลิปสติกนั้นช่างแลดูเหมาะเจาะกับผิวขาวของเธอ
ฉันกลับมาเพื่อสะสางบางเรื่อง คำพูดแบบนี้ช่างสมเป็นโยโกะซะจนฉันเกือบหัวเราะออกมาดังๆ
โยโกะมองกลับมาหลังจากอ่านท่าทีตอบสนองของฉัน
เรื่องซาจิโกะล่ะสิ ฉันถามขณะที่พยายามกลั้นความขบขันเอาไว้แต่ก็ไม่มิด
อย่างไรก็ตามนี่ก็ไม่ใช่เรื่องน่าหัวเราะ โยโกะรับหน้าที่ในฐานะ grand soeur ของซาจิโกะอย่างจริงจังกว่าที่ฉันทำมากมายนัก พี่น้องสายกุหลาบแดงสนิทสนมกลมเกลียวกันเสมอต่างกันกับสายกุหลาบขาวของฉัน
ที่จริงแล้วฉันควรละอายใจที่ตัวเองแทบจะไม่รู้สึกกังวลกับเรื่องของชิมาโกะเลยทั้งๆที่เธอต้องรับภาระในการเป็นกุหลาบขาวตั้งแต่อยู่ปีสอง แต่อย่างที่ฉันเคยพูดไว้ตอนนั้นว่านี่เป็นทางที่เธอเลือกเองและฉันก็เชื่อมั่นว่าเธอทำได้
ไม่ใช่หรอก คำตอบนี้ทำเอาฉันประหลาดใจ
ถ้าซัจจังได้ยินเข้าคงใจสลายนะนี่
ซาจิโกะน่ะไม่เป็นไรหรอก ยังมียูมิอยู่ทั้งคน รอยยิ้มด้วยความเอ็นดูปรากฏขึ้นที่มุมปากของเธอเล็กน้อยเมื่อเอ่ยชื่อหลัง
ยูมิเป็นคนที่เหลือเชื่อ ฉันสงสัยว่าเธอจะรู้ตัวมั้ยนะว่าเธอมีอิทธิพลต่อคนรอบข้างเธอยังไง แต่เพื่อตัวเธอเองไม่บอกเห็นจะดีกว่า
ฉันเอียงคอมอง ไม่ยอมละสายตาไปจากใบหน้าของเธอ สำหรับโยโกะแล้วคำพูดเหล่านี้คงเป็นหลักฐานแห่งความเศร้าเพียงอย่างเดียวที่เธอจะยอมแสดงให้เห็น ในที่สุดน้องสาวแสนรักก็เติบโตขึ้นจนไม่ต้องรับการดูแลจากเธออีก ซาจิโกะเองถึงจะขึ้นชื่อว่าเป็นคนท่าทีแข็งกระด้างก็ได้เติบโตเป็นกุหลาบแดงแห่งลิเลียน และจากเท่าที่ได้ยินมาดูเหมือนเธอจะผลิบานได้อย่างงดงามซะด้วย ตอนนี้โยโกะก็ทำได้แค่คอยมองอยู่ห่างๆซึ่งนับเป็นงานยากสำหรับคนอย่างเธอ
ฉันลุกขึ้นเก็บถ้วยชาไปวางไว้ในอ่างล้างพลางสัญญากับตัวเองว่าเดี๋ยวค่อยล้างพรุ่งนี้ สายตาของโยโกะคอยติดตามฉันทุกฝีก้าว ถึงแม้จะพยายามปฏิเสธยังไงฉันก็ต้องยอมรับว่ารู้สึกสนุกไปด้วยที่ถูกจ้องมองแบบนั้น
ก็นะ...ใครจะไม่สนุกล่ะ?
โยโกะก็ยังเป็นโยโกะ ชีวิตนักศึกษาไม่ได้ทำให้ความงามของเธอลดลงแม้แต่น้อย
เธอลุกขึ้นยืน หยิบกระเป๋าเงินสีดำที่ดูน่าจะเป็นของมียี่ห้อมาไว้ในมือ ฉันเดินไปยืนข้างเธอเหมือนวันเก่าๆ เราทั้งคู่จ้องมองไปยังค่ำคืนอย่างไร้จุดหมาย ความเงียบแผ่ปกคลุมราวกับท้องฟ้าสีดำเบื้องบน เฉกเช่นเดียวกับมิตรภาพที่เรามีให้กันและระยะห่างระหว่างเรา
ฉันชายตามองไปยังใบหน้าที่ดูเรียบเฉยแต่เปี่ยมไปด้วยอารมณ์ความรู้สึกของเธอ เธอยังคงให้ความรู้สึกห่างเหินเหมือนเคย ไม่อาจเข้าถึง ไม่อาจจับต้องได้ราวกับว่าเธอเป็นร่างจุติของเจ้าหญิงจันทรา โดยเฉพาะอย่างยิ่งทุกครั้งที่อยู่ใกล้ฉัน
...ซึ่งฉันก็รู้ว่าเป็นเพราะอะไร
รึว่าจะเกี่ยวกับฉันเหรอ? คำถามนี้ฟังดูซื่อบื้อไปนิด เธอพยักหน้าตอบ
ฉันคิดว่าเธอเป็นคนหัวไว หรือเธออยู่ใกล้ยูมิมากไปก็เลย..? เราทั้งคู่ยิ้มออกมา ฉันรู้ว่าเธอไม่ได้พูดถึงยูมิจังในแง่ลบ แต่เป็นแค่กลเม็ดเล็กน้อยที่ทำให้ผู้หญิงมีเสน่ห์
...ก็แค่หยอกล้อเท่านั้น
โยโกะเงียบลงอีกครั้งซึ่งฉันเองก็ไม่รู้จะพูดอะไรต่อดีทั้งที่รู้อยู่แก่ใจว่าเธอมาที่นี่เพราะตัวเอง ฉันไม่ได้โง่นะเพียงแต่บางครั้งก็ไม่แน่ใจว่าควรจะพูดถึงเรื่องนี้ยังไงดี
ยังไงก็ตาม เธอคนนี้ไม่ใช่ลูกแกะที่ฉันใช้เสน่ห์ล่อลวงมา แต่เป็นเธอ...อดีตกุหลาบแดง
โยโกะของฉัน...
...นี่เราคิดอะไรไปเนี่ย?
เธออยากจะทำให้มันจบสิ้นกันไปสินะ ...เราสองคนจะทำเรื่องแบบนั้นได้เหรอ?
พูดเหมือนกับเป็นเรื่องง่ายจังเลยนะ
ก็ไม่ใช่รึไง ฉันแสยะยิ้ม ทำให้อีกฝ่ายถึงกับถอนหายใจอย่างผิดหวัง
มันไม่ใช่เรื่องง่ายหรอก ระยะเวลาถึงสามปีจู่ๆจะมาถูกกลบเกลื่อนด้วยมุขตลกง่ายๆได้ยังไง
ขอโทษนะ ฉันขอโทษจากใจจริง เธอสั่นศีรษะด้วยท่าทีที่แฝงความสิ้นหวังที่กลั่นจากความเจ็บช้ำ ความเงียบแฝงนัยบางอย่างกลับเข้ามาอีกครั้ง ในที่สุดฉันรวบรวมความกล้าพอที่จะพึมพำออกมา
เรา...จะ...ลองดูมั้ย
หมดกันเรา..
อืม เธอตอบกลับด้วยเสียงแผ่วเบา ลองดูนะ
<to be con.>
****แก้ไขข้อผิดพลาดแล้ว****
Special thanks: Whistler
edit @ 2006/02/25 22:56:07
edit @ 2006/03/23 13:03:56
